Violence

นิวซีแลนด์: เด็กเล่นเกมรุนแรง ผู้ปกครองต้องถูกลงโทษ

Submitted by PaePae on 10 March, 2009 - 12:03

Bill Hastings ผู้ดำรงตำแหน่ง Chief Censor ควบคุมดูแล Office of Film and Literature Classification (OFLC - ชื่อเดียวกับหน่วยงานเซนเซอร์ของออสเตรเลีย แต่คนละหน่วยงานกัน) ซึ่งเป็นหน่วยงานเซนเซอร์ของนิวซีแลนด์ ได้ออกมากล่าวว่า จะนำมาตรการลงโทษผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลยบุตรหลานให้เล่นเกมที่มีเนื้อหารุนแรง

นิวซีแลนด์ใช้ระบบเรตติ้งที่มีกฎหมายรองรับชัดเจน และมีบทลงโทษผู้ปกครองที่ปล่อยให้เด็กเล่นเกมที่มีเรตติ้งเกินกว่าระดับอายุของเด็ก มีโทษปรับสูงสุด 10,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ราว 180,000 บาท) หรือจำคุก 3 เดือน

เขายังกล่าวอีกว่า การนำมาตรการดังกล่าวมาบังคับใช้จริง จะกระตุ้นให้ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานว่าพวกเขากำลังทำอะไรเล่นอะไรมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีที่ผู้ใหญ่มักจะตามไม่ทันเด็กเสียแล้ว

ที่มา - GamePolitics

ศาลอุทธรณ์สหรัฐพิพากษายืน กฎหมายวิดีโอเกมแคลิฟอร์เนียขัดรัฐธรรมนูญ

Submitted by PaePae on 24 February, 2009 - 13:29

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ของสหรัฐอเมริกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า กฎหมายวิดีโอเกมปี ค.ศ. 2005 ของรัฐแคลิฟอร์เนียขัดต่อบทบัญญัติข้อที่ 1 แห่งรัฐธรรมนูญสหรัฐ ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก (freedom of speech)

โดยรัฐแคลิฟอร์เนียต้องการห้ามการจำหน่ายหรือให้เช่าเกมที่มีความรุนแรงแก่ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปี แต่ศาลปฏิเสธหลักฐานงานศึกษาค้นคว้าต่าง ๆ ที่ทางรัฐนำเสนอ เพราะไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ว่า การเล่นเกมที่มีเนื้อหารุนแรงจะเกี่ยวพันกับพฤติกรรมไม่ดีของผู้เล่น

คดีนี้เป็นเริ่มต้นจาก Entertainment Merchants Association (EMA) และ Entertainment Software Association (ESA) ยื่นฟ้องร้อง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ผู้ว่าการรัฐ รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐอีกหลายคน ไม่ให้นำกฎหมายซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญมาบังคับใช้

จากการแพ้คดีนี้ รัฐแคลิฟอร์เนียจะต้องชดใช้ค่าดำเนินการทางศาลและทนายความให้กับ EMA และ ESA รวมแล้วกว่า 283,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นเงินจากภาษีของประชาชน และยังไม่ทราบว่าทางรัฐจะนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาหรือไม่

Michael Gallagher ประธานของ ESA กล่าวว่า เครื่องมือที่ดีที่สุดในการควบคุมว่า เด็ก ๆ ควรจะเล่นอะไร คือ ระบบเรตติ้ง ESRB (ระบบเรตติ้งเกมของสหรัฐ), การรณรงค์ให้ความรู้, และการควบคุมของผู้ปกครองเอง

ที่มา - GamePolitics, Gamasutra

ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติของเด็กผู้ชาย

Submitted by PaePae on 22 February, 2009 - 14:09

บทความโดย Mike Thompson เขียนลงใน Ars Technica โดยอ้างถึงคำพูดของ Peg Tyre อดีตนักข่าวอาวุโสของ Newsweek ผู้เขียนหนังสือ The Trouble With Boys เกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงของเด็กผู้ชาย

[เด็กผู้ชาย]หลายคนเล่นและคิดอยู่พื้นฐานของการใช้กำลัง เราอาจจะเห็นว่าพวกเขาทำสิ่งที่อาจจะเป็นอันตรายได้ แต่ความจริงพวกเขาเพียงแต่เล่นอยู่กับแนวคิดของความกล้าหาญและองอาจ, ความดีต่อสู้กับความชั่ว, และการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นแนวคิดที่ในวัฒนธรรมของเราต้องการจะอบรมสั่งสอนให้กับพวกเขา…

มันมีช่วงที่เกิดการขายข่าวของสื่อ [ในเหตุการณ์อย่างการสังหารหมู่ที่ Columbine] … ซึ่งทำให้ผู้คนเริ่มคิดว่ามันกำลังเกิดขึ้นอยู่ข้างบ้านของคุณ [และ]ทำให้เกิดนโยบายต่อต้านความรุนแรง โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น…

คุณได้เล่นบทบาทของวีรบุรุษอยู่บ่อย ๆ [ในวิดีโอเกม] ซึ่งฉันคิดว่าแนวคิดเรื่องวีรบุรุษนั้นมีมาตั้งแต่ละครในยุคกรีกแล้ว หากคุณอยากเห็นความรุนแรง ลองอ่าน The Odyssey หรือ The Iliad ดูสิ มหากาพย์ของโฮเมอร์นั้นเต็มไปด้วยความรุนแรง… แต่เราไม่เคยคลางแคลงใจเลย

ฉันยอมรับว่า ในตอนแรกฉันเป็นคนหนึ่งที่เกลียดวิดีโอเกม… [แต่]เมื่อฉันได้นั่งเล่นเกมด้วยกัน[กับลูกชาย] และในขณะที่ฉันเห็นว่ามันเต็มไปด้วยความรุนแรง ฉันก็มองเห็นด้วยว่า มันเป็นความรุนแรงที่ถูกย่อส่วนลงมาอย่างมาก (it’s a very condensed form of violence)… ฉันจึงเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อวิดีโอเกม บางทีฉันควรจะตีโพยตีพายไปเองให้น้อยลงกว่านี้

ศาสตราจารย์เกาหลีใต้ระบุ เนื้อหาเกมรุนแรงทำให้เกิดเกรียนออนไลน์

Submitted by PaePae on 6 February, 2009 - 23:41

ความเห็นดังกล่าวมาจากศาสตราจารย์ Min Byoung-chul แห่ง Chung Ang University ซึ่งเป็นผู้ริเริ่ม Sunfull Movement แคมเปญรณรงค์ให้เกิดสภาพแวดล้อมอินเทอร์เน็ตที่เป็นมิตร โดยสนับสนุนให้โพสต์ความคิดเห็นในแง่บวก

เขาระบุว่า เกาหลีใต้ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก มีครอบครัวที่มีลูกคนเดียวมากกว่าแต่ก่อน ทำให้เด็กเหล่านี้ขาดทักษะการสื่อสารกับผู้อื่น เมื่อประกอบกับการเติบโตของอุตสาหกรรมวิดีโอเกม เด็กผู้โดดเดี่ยวเหล่านี้จึงเกิดอาการติดเกม ซึ่งเกมส่วนใหญ่ล้วนแต่มีเนื้อหาที่รุนแรงมากกว่าเนื้อหาที่สั่งสอนเรื่องทางมนุษยธรรม เด็กจึงเกิดคุ้นเคยกับการฆ่าฟันกันจากเกมเหล่านี้ บางคนเกิดอาการสับสนระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกที่เต็มไปด้วยความรุนแรงในเกม มีผลให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวและนำไปสู่อาชญากรรม

จากสาเหตุข้างต้น วัยรุ่นที่เข้าถึงเนื้อหาลามกอนาจารและความรุนแรงบนเว็บ จึงมักจะแสดงความก้าวร้าวและไม่ใส่ใจต่อผู้อื่นที่เขาพบเจอบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งการโพสต์ความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมส่วนใหญ่ก็มาจากกลุ่มนี้

จะเชื่อมโยงมาถึงเกมอย่างไร ประเด็นหลักก็เชื่อมโยงกลับไปที่สภาพแวดล้อมที่เด็กเติบโตขึ้นมาอยู่ดี ซึ่งผู้ปกครองก็มีส่วนสำคัญที่จะต้องเข้ามาดูแลนะครับ

ที่มา - GamePolitics

งานวิจัย: เกมเนื้อหารุนแรงไม่มีความสัมพันธ์กับเหตุยิงกันในโรงเรียน

Submitted by PaePae on 22 January, 2009 - 12:01

ศาสตราจารย์ Christopher Ferguson นักวิจัยจาก Texas A&M International University เผยแพร่รายงานการวิจัยที่ได้ข้อสรุปว่า เหตุยิงกันในสถานศึกษากับการเล่นวิดีโอเกมที่มีเนื้อหารุนแรงนั้น ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างมีนัย

งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ใน Journal of Investigative Psychology and Offender Profiling ซึ่งเขาชี้ให้เห็นว่า ไม่พบหลักฐานใดๆ เกี่ยวกับการเล่นวิดีโอเกมที่มีเนื้อหารุนแรงในเหตุฆาตกรรมหมู่ที่ Virginia Tech, เหตุยิงกันในห้าง Utah Trolley Stop, และที่ Northern Illinois University

เขาระบุว่า ความเชื่อที่ว่าเกมรุนแรงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้น เป็นผลมาจากนักการเมือง, สื่อสารมวลชน, และนักสังคมศาสตร์ ที่ออกมาตีโพยตีพายความเชื่อของตนเองว่าเป็นผลจากการเสพสื่อที่มีเนื้อหารุนแรง แต่สาเหตุที่แท้จริงนั้นเกิดจากสภาพแวดล้อมภายในครอบครัว, ลักษณะทางกรรมพันธุ์, ความยากจน, และความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งล้วนแต่เป็นปัญหาที่แก้ไขยากและก่อการถกเถียงอย่างกว้างขวาง ในทางตรงกันข้าม วิดีโอเกมเป็นสิ่งที่นักการเมืองสามารถหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างได้ง่ายกว่า

ในแง่ของสื่อสารมวลชน เป็นที่รู้กันว่าข่าวร้ายนั้น “ขาย” ได้ง่ายกว่าข่าวดี ส่วนนักสังคมศาสตร์นั้นเป็นที่สังเกตว่าจะโฆษณาคำต่อต้านเกม โดยบ่อยครั้งจะมองข้ามผลการวิจัยจากนักวิจัยคนอื่น หรือไม่ก็ไม่สามารถเปิดเผยถึงตัวปัญหาได้จากด้วยการวิจัยของตนเอง

เขาบอกว่า เห็นข้อผิดพลาดในการออกแบบการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิดีโอเกมกับการใช้ความรุนแรง ซึ่งเขาเห็นว่า เราจำเป็นต้องก้าวข้ามความตื่นตระหนกที่มีต่อวิดีโอเกม และมองลงไปให้ลึกถึงปัญหาที่แท้จริงที่ทำให้เกิดการใช้ความรุนแรง

อ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ตามลิงก์นี้

ที่มา - GamePolitics

Syndicate content